พระภาวนารัตนญาณ วิ. (ครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต)
ตราสัญลักษณ์วัดแสงแก้วโพธิญาณ
พระเกจิอาจารย์และนักบุญแห่งแดนล้านนา

ประวัติพระครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต

พระภาวนารัตนญาณ วิ. — เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ และที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย

ประวัติโดยสังเขป พระครูบาอริยชาติ อริยจิตฺโต
“ธรรมะคือสิ่งประเสริฐ ธรรมะทำให้คนเป็นสุขได้ ครูบาอยากให้ทุกคนได้เข้าถึงธรรมะ ได้เป็นสุขทั่วกัน แล้วจะรู้ว่าสุขนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจเรานี่เอง”

พระมหาเถราจารย์และพระนักพัฒนาผู้เปี่ยมด้วยเมตตาบารมีแห่งดินแดนล้านนา เป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มีปฏิปทาเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรมเข้านิโรธกรรม (อยู่กรรม) ภาวนา 7 วัน 7 คืน เป็นประจำทุกปี อีกทั้งเป็นผู้ออกแบบและริเริ่มสร้างวัดแสงแก้วโพธิญาณให้เป็นพุทธสถานอันวิจิตรงดงาม และเป็นศูนย์กลางสร้างสาธารณประโยชน์ในการสร้างความดีให้กับโลกใบนี้อย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

๑

ชาตกาลและวัยเยาว์

กำเนิด ณ ดินแดนล้านนา และนิมิตผ้าขาวบริสุทธิ์

พระครูบาอริยชาติ ถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔ (ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก) ณ บ้านปิงน้อย ตำบลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรของโยมพ่อสุข และโยมแม่จำนงค์ อุ่นต๊ะ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๓ คน เป็นบุตรคนสุดท้อง

เมื่อแรกจะถือกำเนิดนั้น โยมแม่ตั้งครรภ์ได้ฝันประหลาดว่า ได้รับผ้าขาวผืนใหญ่สีขาวนวลตา สะอาดบริสุทธิ์ไร้รอยเปื้อนใด ๆ เมื่อนำความฝันไปเล่าให้ผู้เฒ่าผู้แก่ฟัง ต่างทำนายตรงกันว่าเป็นนิมิตหมายอันประเสริฐยิ่ง

ในวัยเด็กท่านเป็นเด็กผิวพรรณผุดผ่อง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความจำเป็นเลิศ โยมพ่อโยมแม่จึงตั้งชื่อเล่นว่า “เด็กชายเก่ง” ท่านมีอุปนิสัยรักความสงบ มีจิตใจเปี่ยมด้วยความเมตตา ไม่ชอบเบียดเบียนสรรพสัตว์ และชอบนำดินเหนียวมาปั้นเป็นพระพุทธรูปอยู่เสมอ นำไปประดิษฐานตามกำแพงและร่มไม้ จนเพื่อน ๆ มักล้อว่าจะได้เป็นตุ๊เจ้า (พระสงฆ์) ในอนาคต

ทัศนียภาพและพิธีธรรม
๒

การศึกษาเล่าเรียน และอักขระล้านนา

พบครูบาจันทร์ติ๊บ และที่มาแห่งนาม “อริยชาติ”

เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี ท่านมีความผูกพันกับวัดและได้มีโอกาสพบกับ ครูบาจันทร์ติ๊บ ญาณวิลาโส อดีตเจ้าอาวาสวัดชัยชนะ ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นพระเถระผู้เรืองวิทยาคม สืบทอดสายวิชามาจากครูบาชุ่ม โพธิโก แห่งวัดชัยมงคล (วังมุย)

ครูบาจันทร์ติ๊บมองเห็นลักษณะวาสนาทางธรรม จึงได้เมตตาสอนศีลธรรมและอักขระพื้นเมือง (ตั๋วเมือง) ซึ่งเด็กทั่วไปต้องใช้เวลาเรียนเป็นเดือน แต่ครูบาสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างคล่องแคล่วเพียงชั่วข้ามคืน จนเป็นที่เลื่องลือ ครูบาตั๋น (รองเจ้าคณะอำเภอสารภีในขณะนั้น) ถึงกับเดินทางมาพิสูจน์ด้วยตนเอง และชื่นชมมอบเงินรางวัลให้ ๑,๐๐๐ บาท

ครูบาจันทร์ติ๊บจึงได้ถ่ายทอดสรรพวิชา อักขระเลขยันต์ให้อย่างเต็มที่ และกล่าวว่า “เด็กผู้นี้มีวาสนาทางธรรมสูงยิ่งนัก ต่อแต่นี้ไปเราขอตั้งชื่อเด็กชายผู้นี้ว่า อริยชาติ อันหมายถึง ผู้ที่มีภพชาติอันเป็นอริยะ”

๓

การบรรพชาและออกเดินธุดงค์

ธุดงค์สู่เมืองแพร่และน่าน นอนป่าช้าฝึกจิตข้ามพ้นความกลัว

เมื่อสำเร็จการศึกษา ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ณ วัดชัยมงคล ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน (อายุ ๑๗ ปี) โดยมี พระครูภัทรปัญญาธร วัดศรีสุพรรณ เป็นพระอุปัชฌาย์

ด้วยความมุ่งมั่นแสวงหาความสงบวิเวกเพื่อฝึกฝนจิตใจ ท่านจึงได้ตัดสินใจออกเดินธุดงค์ขึ้นสู่เมืองแพร่และเมืองน่าน อาศัยปักกลดและจำวัดตามป่าช้าเป็นวัตรปฏิบัติเป็นเวลานานถึง ๘ เดือน ท่านตั้งสัจจะอธิษฐานว่า:

“หากชีวิตนี้จะสิ้นลง ก็ขอสิ้นในธงชัยของพระพุทธเจ้า”

จิตใจจึงสงบระงับ ข้ามพ้นความกลัวทั้งปวง และได้ฝึกสติพิจารณาความจริงแห่งกายและจิตอย่างลึกซึ้ง

ในช่วงนี้เอง ท่านได้พบกับ แม่หลวงแก้ว และ แม่หลวงตอง ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้ช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เมื่อทั้งสองได้เห็นสามเณร จึงได้ทักว่าเป็นผู้มีบุญ มีลักษณะคล้ายครูบาศรีวิชัย และเป็นคนแรกที่เรียกท่านว่า “ครูบาน้อย”

พระครูบาอริยชาติ ในชุดพัดยศ
การปฏิบัติธรรมและกิจนิมนต์
๔

ศึกษาสรรพวิชาและธรรมปฏิบัติ

กราบฝากตัวเป็นศิษย์บูรพาจารย์สายล้านนา

ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๔ ณ วัดพัทธสีมาชัยมงคล (วังมุย) จ.ลำพูน ได้รับฉายานามว่า “อริยจิตฺโต” (ผู้มีจิตใจอันประเสริฐ)

ตลอดเส้นทางสมณเพศ ท่านได้เดินทางไปกราบศึกษาธรรมและสรรพวิชากับครูบาอาจารย์ชื่อดังหลายรูป อาทิ:

ครูบาจันทร์ติ๊บ ญาณวิลาโส

วิชากาสะท้อน อักขระยันต์ล้านนา และการเจริญเมตตา

ครูบาชัยวงศาพัฒนา

วัดพระบาทห้วยต้ม มุ่งเน้นแนวทางวิปัสสนากรรมฐาน

ครูบาอินตา วัดห้วยไซ

วิชาตะกรุดเก้ากุ่ม สาริกา และเวทมนตร์เมตตามหานิยม

ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี

ศิษย์สายตรงครูบาศรีวิชัย สืบทอดธรรมปฏิบัติล้านนา

๕

ปฏิปทาการเข้านิโรธกรรม (อยู่กรรม)

การบำเพ็ญเพียรจิตภาวนาขั้นสูงตามแบบโบราณจารย์ล้านนา

ข้อวัตรปฏิบัติที่สร้างชื่อเสียงและความเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่งยวด คือ “การเข้านิโรธกรรม” ซึ่งท่านได้ค้นพบตำราปั๊บสาของครูบาชุ่ม โพธิโก ที่คัดลอกมาจากแนวปฏิบัติของครูบาศรีวิชัย

แบบแผนการเข้านิโรธกรรม:

  • ขุดหลุมลึก ๑ ศอก กว้าง ๒ ศอก พอดีเข่า แล้วสร้างซุ้มฟางครอบสูงเลยศีรษะ ๑ ศอก ยืนไม่ได้
  • ไม่ฉันภัตตาหาร ไม่ขับถ่ายหนักเบา ฉันเพียงน้ำบริสุทธิ์ นั่งสมาธิภาวนาตลอด ๗ วัน หรือ ๙ วัน
  • ปูผ้าขาว ๔ ผืน แทนความหมาย อริยสัจ ๔
  • เสาซุ้ม ๘ ต้น แทนความหมาย มรรค ๘
  • ยอดซุ้มปักธงฉัพพรรณรังสี แทนความหมาย ปัญญา
  • ราชวัตรล้อม ๙ ชั้น แทนความหมาย โลกุตรธรรม ๙

ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะกระทำนิโรธกรรมในชาตินี้เพียง ๙ ครั้ง โดยไม่ซ้ำสถานที่ และไม่ป่าวร้องบอกผู้ใด เพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิตมิใช่การแสวงหาลาภผล ในวันออกนิโรธกรรมจึงมีสาธุชนจากทั่วสารทิศมาร่วมทำบุญตักบาตรอย่างเนืองแน่นนับหมื่นคน

พิธีธรรมและศิษยานุศิษย์
การปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา
๖

การสร้างวัดแสงแก้วโพธิญาณ และงานสาธารณประโยชน์

มรดกพุทธศิลป์บนม่อนแสงแก้ว และการสร้างความดีเพื่อโลกใบนี้

ต่อมาท่านได้รับนิมนต์จากคณะศรัทธาชาวบ้านป่าตึง ให้มาสร้างวัดแห่งใหม่บนดอยม่อนแสงแก้ว ต.เจดีย์หลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โดยเริ่มวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ (วันวิสาขบูชา)

พระครูบาอริยชาติเป็นผู้ออกแบบและกำกับงานสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ล้านนาประยุกต์ทั้งหมดด้วยตนเอง จนกลายเป็น “วัดแสงแก้วโพธิญาณ” อารามอันงดงามวิจิตรตระการตา เป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนครูบาเจ้าศรีวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในโลก หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่แผ่นดินล้านนา

นอกจากนี้ ท่านยังเป็น “พระนักพัฒนาและนักสาธารณประโยชน์” เสียสละเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริจาครถพยาบาล มอบเครื่องมือแพทย์แก่โรงพยาบาลหลายสิบแห่ง มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน และสงเคราะห์ผู้ประสบภัยทั่วประเทศอย่างโปร่งใส มีหลักฐานตรวจสอบได้ชัดเจนทุกประการ

อ่านประวัติครูบาโดยละเอียด

บันทึกมรรคาแห่งเพศบรรพชิตรายปี (พ.ศ. ๒๕๔๑ - ปัจจุบัน) นิโรธกรรม ๙ ครั้ง และการสร้างมหาบารมี

อ่านประวัติครูบาโดยละเอียด →